กระทรวงแรงงานจัดสัมมนา HR Day
กระทรวงแรงงาน จัดสัมมนา HR Day […]
กระทรวงแรงงาน จัดสัมมนา HR Day […]
กรุงเทพฯ–7 พ.ย.–มห […]
“กรุงเทพตะวันออก” ย่านที่อยู่อาศัยดาวรุ่งพุ่งแรง
หากพูดถึงย่านที่อยู่อาศัยที่รายล้อมไปด้วยแหล่งงานขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ย่านธุรกิจ วันนี้ทำเลกรุงเทพโซนตะวันออกคือย่านที่มีศักยภาพสูงยิ่งอย่างน่าจับตามอง
ปัจจุบันการขยายตัวของเมืองและความเจริญและการขยายเมืองกำลังพุ่งไปสู่ทำเลย่านนี้มากขึ้น การพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงด้วยถนนเส้นสำคัญๆ ที่จะกลายเป็นหัวใจของกรุงเทพโซนตะวันออก มีถนนพระราม 9 เป็นเส้นหลักโดยขยายตัวจาก CBD อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ต่อเนื่องไปยังย่านบางนา รามคำแหง สุวรรณภูมิ พร้อมการพัฒนาศักยภาพของเมืองเพื่อรองรับการขยายตัวอย่างเป็นรูปธรรม
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดตัวของถนนกรุงเทพกรีฑา(ตัดใหม่) ที่เชื่อมต่อกรุงเทพตะวันออกกับถนนสายหลักอีก 7 สาย ซึ่งจะเสริมศักยภาพให้ทำเลนี้กลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยทำเลดาวเด่นแห่งอนาคต
7 ถนนสายหลักที่กล่าวมานี้แต่ละเส้นเรียกว่าไม่ธรรมดาเลย เริ่มกันที่ถนนพระราม 9 ถนนเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยแหล่งงานสามารถถือว่าเป็น NEW CBD ของกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยหลับ
เส้นต่อมาคือ ถนนรามคำแหง เอ่ยชื่อคนส่วนใหญ่ย่อมทราบกันดีถึงความสำคัญของถนนสายนี้ที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อเข้าสู่เขตบางกะปิ หัวหมาก ย่านที่มีทั้งสถานศึกษาชั้นนำ และ สนามกีฬาระดับชาติ
มาถึงถนนศรีนครินทร์ สายนี้สามารถเชื่อมต่อจาก บางกะปิ สู่บางนา และสมุทรปราการ และที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันก็คือ ถนนพัฒนาการ เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อถนนอ่อนนุช ถนนเพชรบุรี และเข้าสู่ทองหล่อ แหล่งธุรกิจ และร้านอาหารชื่อดังของกรุงเทพฯ
ส่วนใครที่จะมุ่งสู่ใจกลางเมืองอย่างแยกอโศก ถนนจันทน์ ถนนสาทร ถนนสีลม ถนนสุรวงศ์ ถนนสี่พระยา ถนนพระราม 4 และถนนพระราม 1 ก็สามารถใช้ทางพิเศษ ศรีรัช ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจสำคัญๆ เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว
หรือจะเลือกใช้เส้นทางถนนกาญจนาภิเษก (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9) ถนนสายสําคัญของกรุงเทพฝั่งตะวันออก ที่มีเส้นทางเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนล้อมรอบตัวเมืองกรุงเทพมหานครเป็นประตู สามารถเดินทางไปได้ทุกภาคของประเทศไทย
ยังไม่รวมถึง มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7) เริ่มต้นที่ถนนศรีนครินทร์ เดินทางเพียง 1 ชั่วโมงก็ถึงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลยอดฮิต และภาคตะวันออกของประเทศได้อย่างสะดวกสบาย
นอกจากนี้ ทำเลกรุงเทพตะวันออกยังพร้อมที่จะรองรับรถไฟฟ้าสายสำคัญถึง 3 สายคือ สายสีเหลือง (ลาดพร้าว – สำโรง) ที่จะเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสายสีน้ำเงินที่สถานีรัชดา (สถานีลาดพร้าวของสายสีน้ำเงิน
MRT) กับระบบขนส่งมวลชน 3 สาย คือ สายสีส้มบริเวณทางแยกลำสาลี รถไฟเชื่อมต่อท่าอากาศยาน (Airport Rail Link) บริเวณทางแยกต่างระดับพระราม 9 และสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่สถานีสำโรง โดยการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2563
ไม่เพียงเท่านั้น ยังจะมีรถไฟฟ้าสายสีส้ม(เฟส1) (ศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี) ซึ่
งคาดว่าจะแล้วเสร็จ 2566 สายนี้จะอำนวยความสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับการเดินทางด้วย อาคาร จอดแล้วจร บริเวณสถานีคลองบ้านม้าที่จอดรถยนต์ได้ประมาณ 2,000 คัน และยังสามารถเชื่อมต่อกับระ
บบขนส่งมวลชน 3 สาย คือ สายสีชมพู (สถานีมีนบุรี) สายสีเหลือง (บริเวณแยกลำสาลี) และสายสีน้ำเงิน MRT (สถานีศูนย์วัฒนธรรม)
และยังรวมถึง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ (สนามสุวรรณภูมิ – พญ
าไท) และสามารถเชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS ที่ (สถานีพญาไท) หรือ รถไฟใต้ดิน MRT ที่ (สถานีมักกะสัน) ให้ผู้อยู่อาศัยย่านนี้สะดวกสบายทุกการเดินทางได้เช่นกัน แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณใกล้เคียงกับ ถ.กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ อีกมากมาย
นอกจากนี้ ยังใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ สะดวกรวดเร็วทุกการเดินทางสู่เป้าหมายใกล้ไกล เพียงไม่กีนาทีก็ถึงสนามบิน
ในรัศมีใกล้เคียงโดยรอบก็มีสถานที่ราชการ สวนสาธารณะ สวนหลวง ร.9 โรงพยาบาลชั้นนำอย่าง สมิติเวช ศรีนครินทร์ โรงพยาบาล รามคำแหง โรงพยาบาลวิภาราม
มีศูนย์การค้า และ Community Mall อย่าง The Mall Tesco Lotus, Big C , Max Value , The nine , Secon Square , Paradise Park , The Paseo , Central RAMA9
สถานศึกษาอย่างเช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ , เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
จะออกกำลังกายหรือผ่อนคลายก็มี สนามกอล์ฟ ยูนิโก้ แกรนด์ กอล์ฟ คอร์ส , กรุงเทพกรีฑาสปอร์ตคลับ
กล่าวเพียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ทำเลย่านกรุงเทพตะวันออกนั้นสะดวกทั้งการเดินทาง เป็นศูนย์รวมทั้งแหล่งงาน ที่อยู่อาศัย และความเจริญที่พร้อมรองรับการใช้ชีวิตในทุกไลฟ์สไตล์ของคนเมือง
เรียกได้ว่า ทำเลนี้สอดคล้องกับการเติบโตและการขยายตัวของเมืองจากใจกลางกรุงเทพมหานครมาสู่ทำเลรอบนอกอย่างแท้จริง
เมื่อทำเลกรุงเทพตะวันออก มีศักยภาพโดดเด่นเช่นนี้มีหรือจะไม่เป็นที่หมายปองของนักลงทุน
บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ถือเป็นผู้ประกอบการรายแรก ที่เข้ามาบุกเบิกโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งนี้
ล่าสุดที่ฮือฮาสร้างความตื่นตัวให้กับวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยย่านกรุงเทพตะวันออกก็คือ การเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ที่เป็นอาณาจักรที่สุดแห่งการอยู่อาศัยที่สะดวกในทุกการเดินทาง ในทำเลติดถนนกรุงเทพกรีฑา(ตัดใหม่)
เป็นการเปิดตัวที่มาพร้อมกับ 3 New Projects ครบทุกระดับความต้องการตั้งแ
ต่ระดับ Super Luxury ไปจนถึง Modern Town Home
New Design แบบใหม่ล่าสุด ที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการ New Technology ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของสมาชิกทุกคนในครอบครัวด้วยนวัตกรรม Active Air Flow ที่ช่วยระบายความร้อนในบ้านและโถงหลังคา และเติมอากาศใหม่ในบ้านอยู่เสมอ ทำให้บ้านมีการถ่ายเทอากาศดี ทั้งประหยัดพลังงานที่ใช้ในการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และ คุณภาพอากาศภายในบ้านดีขึ้น
3 โครงการล่าสุดนี้ ประกอบด้วย

เพอร์เฟค มาสเตอร์พีช กรุงเทพกรีฑา บนที่ดินแปลงสวยขนาดใหญ่ The Glamorous Collection ในราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท พิเศษกับ คฤหาสน์พร้อมเฟอร์นิเจอร์ หรูแบบใหม่ล่าสุด ระดับ Super Luxury เพื่อสร้างสรรค์ความสวยงาม ที่มาพร้อมนวัตกรรมภายในคฤหาสน์ที่คัดสรรเพื่อผู้มีระดับ

เพอร์เฟค เพลส กรุงเทพกรีฑา Modernist collection 2017 ในราคาเริ่ม 6 ล้านต้นๆ ยกระดับความสุขด้วยแบบบ้านรุ่นใหม่ คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด หรูหรา ทันสมัยยิ่งขึ้น ในสไตล์ Art Craft of Modern Living ตกแต่งภายนอกจรดภายใน ด้วยหินอ่อนลวดลายธรรมชาติ สะท้อนความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัว

เดอะ เมทโทร พระราม9 – กรุงเทพกรีฑา The New Definition of Metropolitan Life ในราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท สัมผัสนิยามใหม่ของชีวิตเมือง กับทาวน์โฮมหน้ากว้าง ฟังก์ชั่นเทียบเท่าบ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน พร้อมฟังก์ชั่นพิเศษที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ
ความเด่นล้ำของบ้านในโครงการบนทำเลทองแห่งใหม่จะเย้ายวนชวนหลงไหลน่าจับจองเป็นเจ้าของแค่ไหน เชิญไปพิสูจน์ได้ด้วยตาตัวเอง 11-12 พ.ย.นี้ แถมสิทธิพิเศษที่รอคุณอยู่
สามารถชมรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pf.co.th/qRpPtZ

“TCCTA” ชวนร่วมงาน “APCCAL EXPO 2017”
อัพเดตเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมธุรกิจคอนแทคเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (Thai Contact Center Trade Association :TCCTA) สมาคมวิชาชีพเพื่อการพัฒนาธุรกิจศูนย์บริการวิชาชีพ และความสามารถของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการบริการคอนแทคเซ็นเตอร์ ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน APCCAL EXPO 2017 งานสัมมนาที่รวบรวมความรู้เทคโนโลยีบุคคลและธุรกิจเกี่ยวข้องทั้งหมดในอุตสาหกรรมคอนแทคเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ การแลกประสบการณ์ในกรณีศึกษาที่น่าสนใจ และการแสดงนิทรรศการต่างๆ ภายในงาน ซึ่งปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติจาก Asia Pacific Contact Centre Association Leaders (APCCAL) ในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน APCCAL EXPO 2017 โดยมีผู้ร่วมงานจาก 14 ประเทศ ได้แก่ จีน, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อินเดีย และประเทศไทย และการพาเข้าเยี่ยมชมดูงานในบริษัทต่างๆ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก


ชาวบ้านร้อง ทำงานที่คลินิกแห่งหนึ่งตัวเมืองพนัสนิคม ทำงานไม่มีวันหยุด วันอาทิตย์ก็หยุดไม่ได้ เจ้าของจะหักเงิน และทำเกินเวลาก็ไม่มีโอที ‘ทนายวิรัช’ ชี้ ตามกฏหมายทำงานหนึ่งอาทิตย์นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุด 1 วัน สามารถฟ้องศาลแรงงานได้
ทนายวิรัช หวังปิติพาณิชย์ เปิดเผยผ่านรายการ ยกทัพบรรเทาทุกข์ ช่วงทนายคลายทุกข์ ทางสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี ว่า กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ในหนึ่งสัปดาห์ของการทำงาน นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุด 1 วัน และการทำงานล่วงเวลาต้องเป็นความยินยอมของลูกจ้างด้วย หากพบปัญหานี้ขึ้น ลูกจ้างสามารถไปร้องที่สวัสดิการแรงงาน หรือ สามารถไปฟ้องที่ศาลแรงงานได้ และไม่จำเป็นต้องจ้างทนาย รวมถึงไม่เสียค่าใช้จ่าย ๆ ส่วนกรณีนายจ้างตกลงทำสัญญากับลูกจ้างว่า ให้ทำงานโดยไม่มีวันหยุด ข้อตกลงนี้จะถือว่าเป็นโมฆะ เพราะคนเราไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่องตลอดไป ซึ่งจะต้องมีวันที่หยุดพักบ้าง

ผู้นำองค์กรยุคปัจจุบันเริ่มมีการตื่นตัว เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อความก้าวหน้า การเข้าสู่สังคมดิจิตอล การเชื่อมต่อเครือข่ายและการเกิดสังคมคนทำงาน “เจนเนอเรชั่น ซี” (Gen-Z) การเข้าถึงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และการใช้งานสมาร์ทโฟนในทุกกิจกรรมของผู้คน ต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนบทบาทเพื่อนำพาองค์กรและสร้ างรูปแบบทางธุรกิจ (Business Model) ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน เป็นผลให้ตลาดแรงงานทั้งผู้ว่าจ้างและผู้หางานมีการปรับตามอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
นายวรรณชัย ไพบูลย์บารมี ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าวว่าจากผลสำรวจข้อมูลตลาดแรงงานของ Experis (เอคซพีรีส) ธุรกิจการดูแลสรรหาผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญให้กับองค์กรชั้นนำในประเทศไทย พบว่าตลาดแรงงานไทยในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรและทำให้ประสบความสำเร็จคือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสายงาน การนำนวัตกรรม (Innovation) และการหาทางออกที่เหมาะสม (Solution) มาช่วยในการวางแผนและปฏิบัติงานของภาคธุรกิจ ซึ่งสายงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง 5 สายงานนี้ที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยทั้งยังเป็นที่ต้องการอย่างสูงมีดังนี้
1. ผู้บริหารระดังสูง (Executive Management)
ไม่ได้แค่มากด้วยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมองลึกไปถึงความสำเร็จที่ผ่านมา อนาคตมุมมองต่อโลกธุรกิจไม่ใช่แค่ในประเทศ ความรู้เข้าใจในนวัตกรรม (Innovation) และการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ จะเห็นได้จากแนวโน้มการรับผู้บริหารที่มีอายุน้อยลง การให้โอกาสกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารงาน พร้อมการใช้แนวทางดิจิตอลในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางด้านความคิดและการทำงานของพนักงานในองค์กรให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากขึ้นในหลายภาคธุรกิจ (Digital Transformation) เช่น การเงินการธนาคาร ค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งผลตอบแทนเมื่อเทียบกับช่วงอายุ 32-40ปี ของกลุ่มผู้บริหารระดับสูงค่อนข้างมีรายได้ตอบแทนที่ดี โดยบางรายมีรายได้ต่อเดือนสูงถึ ง 300,000-500,000 บาท
2. ไอที เทคโนโลยี (Information Technology)
นับว่าเป็นสายงานที่มาแรงและมีความต้องการของตลาดแรงงานสูง เป็นที่มาของการแข่งขันในการดึงคนที่เป็นคนเก่งมีความสามารถระดับบนๆ (Professional Talent) ให้อยู่กับองค์กร ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เช่น การสร้างความยืดหยุ่นของสถานที่ ทำงาน (Flexible Workforce), เวลาในการทำงาน, การทำงานจากที่บ้าน (Work from home), การอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานได้ (Work Mobility ), หรือการรับจ้างทำงานเป็นชิ้นงานหรือเอาความสำเร็จของงานมาเป็นตัววัดและคำนวณผลตอบแทนด้านรายได้ (KPI or Result base)
กลุ่มที่ขาดแคลนและเป็นที่ต้องการมากในสายงานนี้ คือ งานด้านการวิเคราะห์และนำข้อมูลขนาดใหญ่มาประเมินผล (Data Science) องค์กรขนาดใหญ่ บริษัทมหาชน ผู้นำในธุรกิจ ต่างต้องมีส่วนงานนี้ช่วยให้ข้อมูลผู้บริหารนำมาประกอบการตัดสินใจในการกำหนดทิศทางการเติบโตหรือการวางแผน การสรรหาบุคคลด้านนี้ค่อนข้างจะลงลึกตั้งแต่ดูด้านการศึกษาวิชาหลักที่เรียน ผลการเรียน สถาบัน การทำงานที่ผ่านมา ความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลและหลักวิชาการที่นำมาเป็นดัชนีชี้วัด
ดังนั้นบุคลากรที่เป็นผู้สรรหาคนกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยประสบการณ์และการเข้าใจสายอาชีพนี้เป็นอย่างดี ตลาดแรงงานในกลุ่มสายนี้มีมากแต่ยังคงขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการแข่งขันในตลาดแรงงานของคนกลุ่มนี้ โดยมีการเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้น สายงานด้านนี้เด็กจบใหม่ ผลการเรียนดีมีทักษะด้านภาษา มีไหวพริบในการวิเคราะห์ แบบเจาะลึกและมีหลักการ ผลตอบแทนต่อเดือนอาจมากถึง 5,000-30,000 บาท ซึ่งมากกว่าเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ ที่กำหนดไว้สำหรับวุฒิปริญญาตรี อีกทั้งบุคคลที่เป็นระดับหัวหน้างานของสายงานด้านไอที และเทคโนโลยี สำหรับตลาดในประเทศไทยค่อนข้างหายากเพราะเป็นสายที่ใช้ความเชี่ยวชาญความรู้เฉพาะด้านและบางสิ่งบางอย่างเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ บางองค์กรเกิดการปรับเปลี่ยนการสรรหาโดยดึงแรงงานต่างชาติที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ ให้มาเป็นหัวหน้างานและให้ช่วยพัฒนาและสอนให้พนักงานคนไทยได้เรียนรู้
3.บัญชีและการเงิน (Accounting & Finance)
เป็นอีกสายงานที่เห็นการปรับเปลี่ยนของคุณสมบัติที่ต้องการค่อนข้างชัดเจนโดนเฉพาะกลุ่มงานด้านการวิเคราะห์การเงิน (Analysis) คือ การดูแลต้นทุนการผลิต ผลกำไรขาดทุนและวางแผนรายได้ และรายจ่าย จากแบบดั้งเดิมที่ต้องจบทางด้านบัญชี การเงิน เศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันหลายองค์กรกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการคนที่จบด้านวิศวกรรมและเรียนเพิ่มด้านการเงิน หรือทำงานด้านการเงิน คุณสมบัติสำหรับสายงานนี้คือ การคิดเป็นระบบมีแบบแผนชัดเจน จึงนับเป็นจุดแข็งที่นำมาใช้ในเชิงวิเคราะห์วางแผนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้บริหารบางรายในสายงานบัญชีการเงินด้านการวิเคราะห์ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่บุคคลที่จบสายตรงด้านนี้เท่านั้น แต่ส่วนสายงานด้านการบันทึกบัญชี ภาษี หรือหลักเกณฑ์ทางด้านบัญชียังคงจำกัดเรื่องการจบสายตรงมาอยู่ เพราะต้องมีความรู้เฉพาะเจาะจง เข้าใจหลักการและวิธีการทำที่ถูกต้องแม่นยำ
4.สายงานด้านวิศวกร(Engineering )
ต้องบอกว่าแรงงานไทยมีความสามารถด้านทักษะวิศวกรรมสูง แต่เสียเปรียบในด้านของทักษะภาษา และในตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สายงานวิศวกรรมการผลิตยังคงทรงตัวและมีการหมุนเวียนในตลาดแรงงานสมดุลอยู่ แต่สำหรับสายงานด้านวิศวกรรมวิจัยค้นคว้าและพัฒนา (Research& Development) นับว่ามีการขยายตัวในตลาดแรงงานที่สูงและรวดเร็ว เห็นได้จากการเปิดตัวศูนย์ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจยานยนต์ เทคโนโลยีไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ พลังงาน และเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางภูมิภาคในบ้านเรา
เพราะฉะนั้นทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงสำคัญรองมาจากทักษะด้านวิชาชีพในสายงานด้านวิศวกรรม และเป็นที่ต้องการตัวคนที่เป็นคนเก่งมีความสามารถ(Profession al Talent)มีการเสนองานให้ถึง 3-5 งานให้เลือกในเวลาพร้อมกัน การเฟ้นหาหรือการทดสอบสัมภาษณ์ที่เข้มข้น การให้โจทย์และให้นำเสนอก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับผู้หางานด้านนี้
5.บริการทางการแพทย์การดูแลสุขภาพ (Healthcare)
ธุรกิจผู้ให้บริการทางการแพทย์ ทันตแพทย์ ศัลยกรรมความงาม การฟื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพทางกายอื่นๆ เป็นอีกสายงานที่มีความเติบโตและปรับเปลี่ยนในกลุ่มนี้สูงมาก ด้วยเทรนการใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ความล้ำหน้าของเทคโนโลยี ทางการแพทย์ การเข้าถึงการบริการที่ครอบคลุมและเครือข่ายทั่วโลก ทำให้ความต้องการแรงงานในด้านนี้ ต้องการคนที่มีความรอบรู้รอบด้านในภาคธุรกิจอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นจึงเกิด “การซื้อตัว” ทำให้ผลตอบแทนในรูปแบบรายได้หรือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้บริหารในกลุ่มสายงานนี้ค่อนข้างดีและสูง แต่ยังคงให้ความสำคัญกับงานเฉพาะที่ต้องใช้ผู้เชี่ ยวชาญด้านการแพทย์และพยาบาลดูแลอยู่ อีกทั้งมีการปรับวิธีการทำงานและการบริการ เห็นได้จากหลายโรงพยาบาลเริ่มนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อการจองหรือนัดหมายเวลาล่วงหน้าไม่ทำให้เสียเวลารอนัดนาน การทำให้ส่วนงานต้อนรับหรือห้ องพักมีรูปแบบคล้ายโรงแรมมากกว่าโรงพยาบาล การเชื่อมต่อระบบการให้บริการและข้อมูลมีความทันสมัยและรวดเร็วมากขึ้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งสายงานที่มีการเติบโตค่อนข้างสูง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
สนับสนุนเนื้อหา
กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้างอย่าจ้างแรงงานต่างด้าวขายของหน้าร้าน เนื่องจากเป็นงานห้ามคนต่างด้าวทำ ยังคงสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น
นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาวและเมียนมาลักลอบเข้ามาขายอาหารผักและผลไม้ในตลาดสี่มุมเมือง จังหวัดปทุมธานีว่ามีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เนื่องจากเป็นการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกเว้นบทลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2560 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561
นอกจากนี้ การที่แรงงานต่างด้าวขายผักและผลไม้ เป็นการขายของหน้าร้าน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 39 อาชีพงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ใหม่ ดังนั้น จึงขอย้ำเตือนนายจ้างมิให้จ้างคนต่างด้าวขายของหน้าร้าน เนื่องจากยังไม่ได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด และยังคงเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น จึงขอให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นแรงงานต่างด้าวทำงานที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงาน ขอให้แจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทร.สายด่วน 1694
Link http://money.sanook.com/518185/
คอลัมน์ เอชอาร์คอร์เนอร์ โดย วัลลภา ซึ้งกมลพิสุทธิ์
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2016 มีงานวิจัย และผลสำรวจจากต่างประเทศทั้งทางด้านสหรัฐอเมริกา และฝั่งยุโรปหลายสำนัก เสนอรายงานต่าง ๆ และการคาดคะเนว่า HR Trends ที่จะเกิดขึ้นมีเรื่องใดบ้างที่น่าสนใจ ผู้เขียนจึงขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจสำหรับ HR Trends ในปี 2017 ที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น
ผลสำรวจนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการส่งแบบสอบถามรวมถึงการสัมภาษณ์ผู้บริหารองค์กรชั้นนำในต่างประเทศและผู้เขียนหวังว่าผลสำรวจนี้จะช่วยจุดประกายไอเดียให้กับท่านทั้งหลายสำหรับการเตรียมความพร้อมในการวางกลยุทธ์รองรับสำหรับปีนี้
ประการแรกแนวโน้มการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานและผู้สมัครองค์กรชั้นนำต่างๆโดยใช้กลยุทธ์และศาสตร์ของการตลาดมาช่วยผสมผสานงานของ HR กล่าวคือ ทำอย่างไรให้ทั้งพนักงาน และผู้สนใจร่วมงานกับองค์กรมีความรู้สึกเชิงบวกกับองค์กร (Improving Their Candidate and Employee Experience)
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานวิจัยสรุปมาว่ากลุ่มผู้สมัครงานจำนวนไม่น้อยกว่า 70% ให้ความเห็นว่าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กรที่ตนยื่นใบสมัคร และได้โพสต์ความรู้สึกนี้ผ่านทาง Social Media โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่าองค์กรที่ผู้สมัครไปสมัครงานนั้น ไม่แจ้งผลของสถานะใบสมัคร หรือผลการสัมภาษณ์ สิ่งเหล่านี้เอง ท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นอย่างมาก สำหรับการดึงดูดผู้สมัครที่มีความสามารถเข้ามาสู่องค์กร
ประการที่สอง แนวโน้มเกิดการผสมผสานรูปแบบการจ้างงานประจำ และการจ้างงานแบบสัญญาชั่วคราว เนื่องจากในปีที่ผ่านมาธุรกิจออนไลน์มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น และมีพนักงานจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจออกจากงานประจำ และเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตนเองผ่าน Social Media เนื่องจากได้อิสระด้านการบริหารจัดการเวลาด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้หลาย ๆ องค์กรจึงนำแนวความคิดนี้มาปรับนโยบายจ้างงานแบบผสมผสานระหว่างพนักงานประจำ และพนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว หรือสัญญาจ้างในรูปแบบการกำหนดระยะเวลาโครงการ ซึ่งผลสำรวจของ SHRM สหรัฐอเมริกาพบว่าการจ้างงานผสมผสานในรูปแบบ Flexible Working Employment นี้จะเพิ่มขึ้นในอนาคตนั้น เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งกลุ่มพนักงานที่ต้องการเวลาให้กับตนเองและครอบครัวมากขึ้น (Work-Life Integration) และตอบโจทย์องค์กรในมุมของการประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านสวัสดิการ และค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน
โดยรูปแบบการบริหารพนักงานกลุ่มนี้กล่าวคือเน้นที่ผลสำเร็จของงานเป็นหลัก และส่งมอบงานผ่านทางอีเมล์
ประการที่ 3 แนวโน้มการปรับระบบงาน HR หรือ HR Practices ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มพนักงานรุ่นใหม่ เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z) เริ่มเพิ่มจำนวนเข้ามาสู่ตลาดแรงงาน นั่นหมายถึงกลุ่มคนที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้รวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าระบบประเมินผล การให้ฟีดแบ็ก (Feedback) ต่าง ๆ ควรจะปรับให้มีความรวดเร็ว และมีความถี่มากขึ้น
เนื่องจากกลุ่มเจเนอเรชั่น ซี ต้องการความรวดเร็วในทุก ๆ เรื่อง เช่น ให้หัวหน้างานฟีดแบ็กในเรื่องผลการทำงานที่มีทั้งมุมที่เป็นคำชมเพื่อให้กำลังใจ และสิ่งที่ต้องการพัฒนาเพิ่มเติมทันที, ช่องทางการรับสมัครและการแจ้งผลต้องรวดเร็ว รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ต้องเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเหมาะไลฟ์สไตล์ เป็นต้น
ประการที่ 4 แนวโน้มการดูแลพนักงานด้านสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Workplace Wellness) องค์กรต่าง ๆ จะมีรูปแบบการออกแบบสวัสดิการในเรื่องของการดูแลสุขภาพพนักงานเชิงป้องกันมากกว่าสวัสดิการค่ารักษาพนักงานเพียงอย่างเดียว
และเน้นให้ความรู้พนักงานในด้านการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตนในเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันอาทิอาหารการกินการออกกำลังกาย การบริหารจัดการความเครียด เป็นต้น
โดยผลสำรวจ CIPD-RAND Employer Survey พบว่าทุก ๆ 1 USD (35 บาท) สำหรับการลงทุนในโครงการ Corporate Wellness จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 1.5-4 USD (52.50-140 บาท) เป็นต้น
ประการสุดท้าย แนวโน้มการบริหารจัดการแบบยืดหยุ่นเวลา (Flexible Workplace) อย่างไรก็ดีผลสำรวจจาก Forbes พบว่าพนักงานส่วนมากต้องการให้องค์กรพิจารณาเรื่องของความยืดหยุ่นในเวลาทำงาน
เน้นที่ผลของงานมากกว่าการนั่งทำงานประจำเต็มเวลาที่ออฟฟิศ และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ มาช่วยในการติดต่อสื่อสาร เช่น การประชุมผ่าน Video Conference, Face Time, Line เป็นต้น
ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์การสร้างความผูกพันระหว่างองค์กรกับพนักงาน, สร้างความต่างระหว่างองค์กรของท่านกับคู่แข่ง และใช้เป็นกลยุทธ์สำหรับการดึงดูดผู้สมัครที่มีความสามารถเข้ามาในองค์กรของท่าน
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้